วิชาการ
 
 
 
ราคาสุกรหน้าฟาร์ม & ราคาเนื้อสุกรหน้าเขียง
 
     
สูตรการคำนวณราคาสุกรเนื้อแดงจะเป็น 2 เท่าของราคาสุกรเป็น ราคาที่แท้จริงมันอยู่ที่ว่า ผู้ประกอบการขายเนื้อสุกรที่เขียง เขาจะขายชิ้นส่วนแต่ละชิ้นได้ราคาเท่าไหร่ และขายให้ได้หมดทั้งตัวไหม

         ราคาสุกรเนื้อแดงจะเป็น 2 เท่าของราคาสุกรเป็น ราคาที่แท้จริงมันอยู่ที่ว่า ผู้ประกอบการขายเนื้อสุกรที่เขียง เขาจะขายชิ้นส่วนแต่ละชิ้นได้ราคาเท่าไหร่ และขายให้ได้หมดทั้งตัวไหม
         เรื่องหมูๆ นับว่าเป็นเรื่องสุดฮอตสุดฮิตในขณะนี้ โดยเฉพาะตั้งแต่หลังการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีนโยบายควบคุมราคาสินค้าต่างๆ ไม่ให้ขึ้นราคา ซึ่งนโยบายดังกล่าวกระทบกับผู้เลี้ยงสุกรโดยตรงคือ  การจัดให้มีการขายเนื้อสุกรที่ราคา 98 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่ราคาขายปลีกในตลาดทั่วๆ ไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 110-120 บาท ส่งผลให้เกิดการต่อต้านจากผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศทุกระดับการผลิตไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรายเล็ก รายกลาง รายใหญ่ต่างเรียงแถวออกมาต่อต้านนโยบายการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ทำให้กลไกการตลาดบิดเบือนไป ส่งผลเสียต่อภาคการผลิตสินค้า โดยรัฐบาลหวังได้คะแนนเสียงจากผู้บริโภค แต่ทำให้ภาคการผลิต คือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรได้รับความเสียหายเดือดร้อน
          ความจริงเรื่องหมูๆ เป็นข่าวมาตั้งแต่ปี 2550 และที่ฮือฮาก็คือ ข่าวการทุบทำลายลูกสุกรของผู้เลี้ยงเมื่อต้นปี เนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนจากการเลี้ยงสุกรมาตั้งแต่ปลายปี 2549 ภาครัฐไม่ได้เหลียวแลเอาใจใส่เลย เช่น ต้นทุนการผลิตสุกรเนื้อในเดือนมกราคม 2550 กิโลกรัมละ42.50 บาท แต่ทางฟาร์มขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มกิโลกรัมละ  30 บาท ขาดทุนกันกิโลละ 12.50 บาท หรือตัวละ 1,250 บาท ส่วนต้นทุนการผลิตลูกสุกร 16 กิโลกรัม ตัวละ 1,200  บาท  แต่ราคาลูกสุกรหน้าฟาร์ม 16 กิโลกรัม 800 บาท ขาดทุนตัวละ 400 บาท ครับท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์และอธิบดีกรมการค้าภายในโปรดรับทราบด้วยครับ  ที่ท่านออกทีวีบอกประชาชนว่าราคาลูกสุกร เดือนมกราคม 2550  ราคา ตัวละ 800 บาท     แต่พอถึงเดือนมีนาคม 2551 ราคาลูกสุกรเพิ่มเป็นตัวละ 1,800 บาท เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง  แต่ท่านแกล้งลืมหรือตั้งใจบอกไม่หมด ว่า ต้นทุนลูกสุกรเมื่อเดือนมกราคม 2550  ตัวละ 1,200 บาท เกษตกรผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนตัวละ 400 บาทครับ  ณ.เวลานั้นทางภาครัฐได้ช่วยเหลืออะไรบ้าง     ในขณะที่ต้นทุนลูกสุกรเดือนมีนาคม 2551 ตัวละ1,500 บาท  เกษตรกรมีกำไรตัวละ 300 บาท มันผิดตรงไหนครับ  มันเป็นการค้ากำไรเกินควรหรือครับท่านรัฐมนตรีฯ    อยากจะบอกท่านรัฐมนตรีฯ ให้ทราบอีกว่า  ระยะเวลา 15 เดือนที่ราคาสุกรตกต่ำ  คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549   ถึงเดือนมกราคม 2551  ผู้เลี้ยงสุกรเนื้อขาดทุนเฉลี่ยตัวละ 700 บาท  จากปริมาณสุกร 15 ล้านตัว  คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท (10,000,000,000 บาท)
          ขณะที่ผู้เลี้ยงขาดทุนอย่างมากในปี 2550 ผู้เลี้ยงต้องดิ้นรนช่วยเหลือตนเอง ทั้งการลดกำลังการผลิตลง ร่วมดำเนินการตัดวงจรลูกสุกร โดยการทำหมูหันขายบ้าง ลดต้นทุนค่าอาหารโดยหันไปใช้วัตถุดิบที่ราคาถูกแต่ด้อยคุณภาพ เพื่อประทังชีวิตของหมูในฟาร์ม อีกส่วนหนึ่งคือการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ดังนี้
1. ขอยืมเงินเพื่อเก็บเนื้อสุกรเข้าห้องเย็น ผลลัพธ์ คือ ไม่ได้ กระทรวงฯ ไม่มีเงินให้ยืม
2. ขอเงินสนับสนุนช่วยเหลือการตัดวงจรลูกสุกร ทำหมูหัน ผลลัพธ์ คือ ได้วงเงินมา 20 ล้านบาท แต่กว่าจะได้รับการอนุมัติและดำเนินการได้ใช้เวลากว่าสามเดือน สุดท้ายใช้เงินไปในการทำหมูหันเพียง 2 ล้านกว่าบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 18 ล้านบาทมิได้นำมาใช้
          งานเด่นๆ ในอดีตที่ผ่านมาของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ท่านภาคภูมิใจมากๆ คือ การขายสินค้าอุปโภค บริโภคราคาถูก บนคราบน้ำตาของผู้ผลิต เช่น ขายไข่ไก่ฟองละ 1 บาท ในขณะที่ต้นทุนไข่ไก่อยู่ที่ฟองละ 2 บาท
          ขายเนื้อสุกร 2 กิโลกรัม 100 บาท ในขณะที่ต้นทุนเนื้อสุกรอยู่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 70 บาท
          ขายกุ้ง กิโลกรัมละ  100 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตกุ้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 160 บาท
          ผู้บริโภคบางส่วนมีความสุขกับการบริโภคสินค้าราคาถูก ผู้บริหารกรมการค้าภายใน และกระทรวงพาณิชย์ก็ภูมิใจในผลงานที่ช่วยผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าได้ในราคาถูก แต่ในทางกลับกันผู้ผลิตสินค้าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ เลี้ยงสุกร เลี้ยงกุ้ง ต่างทุกข์ระทมขมขื่น ขาดทุนกันอย่างมากมายกับสินค้าที่ผลิตออกมา ขายได้ราคาต่ำกว่าต้นทุนเป็นเช่นนี้มาตลอดวงจรการผลิตที่อยู่ในช่วงขาลง แทนที่ท่านผู้บริหารกรม กอง  กระทรวงต่างๆ เหล่านั้น จะช่วยส่งเสริมหาทางขายสินค้าที่ล้นตลาดภายในประเทศ ให้สามารถส่งไปขายตลาดต่างประเทศ นำเงินตราเข้าประเทศเป็นการช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยง และช่วยประเทศชาติด้วย  ในทางกลับกันถ้าผู้เลี้ยงสัตว์ขาดทุนมากๆ ต้องลดกำลังการผลิตสินค้าลง พอถึงช่วงที่สินค้าออกตลาดน้อยลง ราคาสินค้าจึงขยับตัวสูงขึ้น ท่านผู้บริหารฯ กรม กอง และเจ้ากระทรวงฯ ต่างออกปรามว่าอย่าขายสินค้าราคาแพงนะ ประชาชนจะเดือดร้อน พร้อมกับมีการขู่ ถ้าไม่เชื่อฟังจะควบคุมราคาสินค้าน่ะ
          ณ กาลเวลานี้ มันหมดยุคที่จะบริหารงานแบบที่ผ่านๆ มาแล้ว หมดยุคของยักษ์ท่าเตียนที่จะถือกระบองคอยข่มขู่ผู้ผลิตสินค้าแล้วคร๊าบ... ขณะนี้ที่ทำงานท่านย้ายมาอยู่ที่ใหม่แล้ว...ช่วยคิดใหม่...ทำใหม่...ให้มันเข้าท่าเข้าทางเถอะครับ มาช่วยสนับสนุนการค้าการขายให้มันลื่นไหล สนับสนุนการส่งออกสินค้า เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศกันเถอะครับ  การบริหารแบบเดิมๆ ไอ้จุกบ้านผมมันก็ทำได้ครับ ท่านรัฐมนตรีมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่ว่าเก่งๆ แน่ๆ ด้านการตลาดแสดงฝีมือให้ดูหน่อยครับ
          เรื่องราคาเนื้อหมูที่ถกเถียงกันว่า ควรจะขายเท่าไหร่ มีสูตรการคิดคำนวณอย่างไร ต่างฝ่ายต่างอ้างที่มาที่ไปของตน อยากจะเรียนทุกท่านว่า สูตรมันก็คือ แนวคิดหนึ่งเท่านั้นเอง มันไม่ใช่สิ่งที่ปฏิบัติจริงๆ ครับ แค่เป็นการคิดที่ง่ายๆ สั้นๆ โดยปกติราคาสุกรเนื้อแดงจะเป็น 2 เท่าของราคาสุกรเป็น ราคาที่แท้จริงมันอยู่ที่ว่า ผู้ประกอบการขายเนื้อสุกรที่เขียง เขาจะขายชิ้นส่วนแต่ละชิ้นได้ราคาเท่าไหร่ และขายให้ได้หมดทั้งตัวไหม ขายแล้วมีรายได้มากกว่าต้นทุน เขียงเค้าก็โอเคครับ 
          ท่านดูตารางของชิ้นส่วนสุกรที่ได้จากการชำแหละ หมูมีชีวิตน้ำหนัก 100 กิโลกรัมจะได้ชิ้นส่วนต่างๆ ตามตาราง มีการสูญเสียไปบางส่วนครับ
ตารางที่ 1 ต้นทุนสุกรชำแหละต่อตัว 

ตารางที่ 2 แสดงชิ้นส่วนต่างๆของสุกรหนึ่งตัวที่น้ำหนักสุกรมีชีวิต 100 ก.ก.  น.น.ซาก  90.5 ก.ก.
         ชิ้นนส่วนสุกรแต่ละส่วนมีราคาขายต่างๆ กัน ถ้าราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มกิโลกรัมละ 60 บาท ถามว่าจะขายเนื้อแดงสุกรที่กิโลกรัมละ 80 บาท ได้ไหม ตอบว่า ได้ ถ้าสามารถขายชิ้นส่วนอื่นๆ ที่กิโลกรัมละ 80 บาท เช่นกัน แต่ความเป็นจริง การขายชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อแดงให้ได้ราคาสูง ทำไม่ได้ครับ อาทิเช่น การขายหัวหมู กระดูกหมู ไม่สามารถขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท เท่ากันได้
          ชิ้นส่วนที่มีราคาสูง คือ เนื้อหมูครับ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัน เนื้อสะโพก เนื้อไหล่ ราคาส่วนนี้ คือ ขายราคาสูงกว่าส่วนอื่นๆ ซึ่งราคาไม่ควรต่ำกว่า 100 บาท
          พ่อค้าแม่ค้า ที่ขายเนื้อหมูในตลาดต่างๆ ไม่อยากขายของแพงหรอกครับ ของแพงขายยาก ขายได้น้อย เค้าเพียงแค่อยากให้ขายของในแต่ละวันไม่ขาดทุนก็พอแล้วครับ พ่อค้าแม่ค้าชิ้นส่วนสุกรเขาซื้อของมาตอนเช้า  กลางวันขาย ตอนเย็นรู้ผลแล้วว่าขาดทุนหรือกำไร วันรุ่งขึ้นเขาก็ปรับตัวแล้วว่าจะทำอย่างไร จะปรับราคาชิ้นส่วนไหนได้บ้างเพื่อให้มีกำไร หรือปรับตัวโดยซื้อชิ้นส่วนมาขายน้อยลงเพื่อให้ขาดทุนน้อยลง ทำให้สินค้าขาดตลาดสามารถขยับราคาชิ้นส่วนให้สูงขึ้นได้สามารถทำกำไรได้ การปรับตัวของพ่อค้าแม่ค้าสามารถปรับตัวได้เร็วใช้เวลาไม่กี่วัน แต่ผู้เลี้ยงสุกรไม่สามารถทำได้เร็วอย่างพ่อค้าแม่ค้า เพราะการผลิตสุกรต้องใช้เวลายาวนาน นับตั้งแต่ผสมพันธุ์สุกรจนถึงสุกรขุนออกตลาดต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน  ถ้าหากขณะนี้ราคาสุกรตกต่ำ ผู้เลี้ยงจะหยุดเลี้ยงสุกรเลยไม่ได้ เพราะในฟาร์มจะมีสุกรที่อุ้มท้อง สุกรเลี้ยงลูก  ลูกสุกรตัวเล็กๆ ที่ดูดนมแม่อยู่ ลูกสุกรอนุบาล สุกรเล็ก  สุกรรุ่น และสุกรขุน  ซึ่งสุกรทุกตัวในฟาร์มต้องกินอาหาร ผู้เลี้ยงต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลทุกวัน จะหยุดให้อาหารสุกรไว้ก่อน รอราคาสุกรแพงๆ แล้วค่อยให้อาหารให้สุกรเจริญเติบโต ทำไม่ได้ครับ เพราะสุกรมันมีชีวิตครับ ต้องกินต้องถ่ายครับ ไม่เหมือนรถยนต์ที่ผลิตมาแล้ววันนี้ขายไม่ได้ก็จอดรอได้ เสียค่าดอกเบี้ยนิดน้อยเท่านั้น  สินค้าเกษตรมันมีข้อจำกัดเยอะครับ   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลี้ยงไก่เนื้อ  ไก่ไข่  กุ้ง ภาครัฐไม่ควรจะไปควบคุมราคา  สิ่งที่ต้องทำคือ สนับสนุนให้มีจุดจำหน่ายสินค้าต่างๆ ให้มากขึ้น เช่นมีเขียงหมูให้มาก เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันมากๆ ไม่ใช่ว่า ทั้งตลาดมีเขียงหมูอยู่รายเดียว อย่างนี้มีโอกาสโก่งราคาขายได้
          ก่อนจบก็อยากจะฝากไปยังภาครัฐและส่วนราชการโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับการค้าการขาย ต้องให้การส่งเสริม สนับสนุนการขายการส่งออกสุกรไปต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ปริมาณสุกรล้นตลาดในประเทศ  ไม่ใช่ปล่อยให้สุกรล้นตลาด ราคาถูก ผู้เลี้ยงขาดทุน กรมการค้าภายในช่วยขายสุกรราคาถูกๆ  ผู้เลี้ยงลด เลิกการเลี้ยง ต่อไปไม่นาน ปริมาณสุกรขาด  ราคาสุกรขยับตัวสูงขึ้น  กรมการค้าภายในมาควบคุมราคาสุกร ถ้าทำอย่างนี้คนเลี้ยงสุกรมีแต่ตายกับตายครับ เปลี่ยนแปลงเถอะครับ แนวคิดเดิมๆ เป็นการทำลายระบบการค้า  การตลาด ให้ผิดเพี้ยนไปนะครับ
อย่างไรก็ตามผมเชื่อมั่นว่าวัฎจักรของราคาสุกร ก็จะมีขึ้น มีลงอยู่ต่อไป เพียงแต่ว่าในแต่ละช่วงจะใช้เวลามาก-น้อย และระดับราคาที่ขึ้นลงจะสูงต่ำแค่ไหนเท่านั้นเองแหละครับ อย่าเอาราคาเนื้อสุกร ราคาไข่ มาวัดการบริหารงานของรัฐบาลเลยครับ ที่ผ่านมาถ้าไข่แพง หมูแพงสื่อมวลชนก็ออกข่าวว่ารัฐบาลไม่มีฝีมือ ต้องยอมรับกับการขยับตัวของราคาสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ถ้าคิดแต่จะควบคุมราคาสินค้าให้ถูกโดยไม่คำนึงถึงต้นทุน สุดท้ายผู้ผลิตสินค้านั้นก็จะเลิกผลิต ผู้บริโภคต้องบริโภคของแพง  ปัจจุบันนี้เพื่อนบ้านเรา ราคาสุกรสูงกว่าบ้านเราทั้งนั้น  ทั้ง ลาว กัมพูชา เวียตนาม จีน  ณ สถานการณ์ปัจจุบันที่น้ำมันมีราคาแพง การใช้พลังงานทดแทนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ทำให้สินค้าด้านอาหารคน  อาหารสัตว์ ถูกนำไปใช้เป็นพลังงานเครื่องจักร ราคาข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ปาล์ม ข้าวสาลี ข้าว ต่างมีราคาสูงขึ้นจากเดิมมาก ซึ่งมีผลต่อผู้บริโภคทั้งหมดต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องมีต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น เช่นต้นทุนสุกรมีชีวิตจะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท ราคาเนื้อสุกรไม่ควรต่ำกว่ากิโลกรัมละ 120 บาท และมีแนวโน้มต้นทุนสุกรจะสูงขึ้นอีก ภาครัฐต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ และควรชี้แจงให้ผู้บริโภคและสื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ด้วย เพื่อจะได้เข้าใจว่าราคาสินค้าต่างๆ ทำไมถึงขยับตัวสูงขึ้น ไปเปลี่ยนฐานข้อมูลในสมองผู้บริโภคและสื่อมวลชน ว่าราคาเนื้อสุกรกิโลกรัมละ 120 – 150 บาท เป็นเรื่องปกติ เป็นราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต ภาครัฐเองก็จะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามว่าทำไมสินค้าราคาแพงบ่อยๆ
          ท้ายสุดก็คงจะได้ดูฝีไม้ลายมือของผู้บริหารประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ จะมาช่วยแก้ปัญหาของธุรกิจการเลี้ยงสุกรของไทยได้อย่างไร?


 
 
หน้าแรก | เกี่ยวกับสมาคม | ภาวะราคา | กิจกรรมสมาคม | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ปฏิทิน | วิชาการ | ติดต่อสมาคม | คำถามที่พบบ่อย
Copyright © 2004. The Swine Raisers Association of Thailand All rights reserved